ไม่ว่าธนาคาร (ปล่อยเงินกู้) หรือ VC (ลง 'ทุน' ใน start-up) ก็มองการให้เงินเรามาทำธุรกิจเป็นการลงทุนทั้งนั้น ยิ่งเค้ามั่นใจว่าเราจะทำเงินให้เค้าได้เท่าไหร่เค้าก็ยิ่งตัดสินใจให้เงินเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ธนาคารจะมองที่ "ความมั่นคง" ของบริษัท เพราะสิ่งที่ธนาคารต้องการคือดอกเบี้ยและเงินต้นที่ตายตัว ถ้าเค้ารู้ว้าเราจะจ่ายคืนเค้าได้โดยไม่ขาดไม่ช้าเค้าก็สบายใจแล้ว
แต่สำหรับ VC สิ่งที่เค้ามองหาคือ "การเติบโต" ของบริษัท เค้าไม่มีผลตอบแทนตายตัวเหมือนธนาคาร ยิ่งเราทำให้บริษัทโตขึ้น มีมูลค่ามากขึ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ขายหุ้นได้ราคาสูงหรือขายบริษัทไปได้ในราคาสูงเท่าไหร่ เค้าก็ยิ่งพอใจมากเท่านั้น
(สำหรับคนที่ยังงงๆอยู่ว่า VC ทำเงินยังไง สรุปสั้นๆคือ เอาเงินมาให้เราตอนยังโนเนม ซื้อหุ้นจากเราในราคาถูกๆ {สมมติว่า 10 บ.} แล้วปั้นหรือรอให้เราดัง เข้าตลาดหลักทรัพย์หรือมีบริษัทใหญ่ๆมาซื้อกิจการ เค้าค่อยขายหุ้นที่ซื้อไว้ออกไปในราคาแพงๆ {สมมติว่า 100 บ.} ได้กำไรจากส่วนต่างตรงนี้ {100-10 = 90 บ.})
มาดูแบบละเอียดอีกหน่อยดีกว่าว่า "ความมั่นคง" และ "การเติบโต" มันหมายถึงอะไร
"ความมั่นคง" คือผ่านวิกฤต ปัญหา อุปสรรค ไปได้โดยเจ็บตัวน้อยที่สุด บริษัทที่ไม่มั่นคงก็เหมือนต้นไม้ที่ฝนตกแรงหน่อยก็กิ่งหัก พายุมาก็แทบจะหายไปทั้งต้น
สมมติว่าเราเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ถ้าพรุ่งนี้มีข่าวว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวกินแล้วเป็นมะเร็ง ร้านของเราจะเป็นยังไง? จะถึงขั้นต้องปิดร้านเหมือนต้นไม้ที่โดนขุดรากถอนโคนเมื่อพายุมาหรือเปล่า แล้วทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ยที่เราไปยืมเค้ามาล่ะ จะใช้คืนยังไง?
สิ่งที่ธนาคารอยากรู้ที่สุดคือ "เราจะผ่านมันไปไดยังไง?" บริษัทเรามีดีพอที่โรคระบาด แฟชั่น ข่าว พิษเศรษฐกิจ การเมือง ม็อบ ค่าเงินบาท ฯลฯ ไม่ทำให้เราหยุดจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นให้เค้าตรงเวลาเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ไหม?
สิ่งที่ธนาคารใช้ตอบคำถามนั้นก็มีหลายอย่าง รวมไปถึงงบการเงินและรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกิจเรา เช่น
(สำหรับคนที่ยังงงๆอยู่ว่า VC ทำเงินยังไง สรุปสั้นๆคือ เอาเงินมาให้เราตอนยังโนเนม ซื้อหุ้นจากเราในราคาถูกๆ {สมมติว่า 10 บ.} แล้วปั้นหรือรอให้เราดัง เข้าตลาดหลักทรัพย์หรือมีบริษัทใหญ่ๆมาซื้อกิจการ เค้าค่อยขายหุ้นที่ซื้อไว้ออกไปในราคาแพงๆ {สมมติว่า 100 บ.} ได้กำไรจากส่วนต่างตรงนี้ {100-10 = 90 บ.})
- คู่แข่ง (ถ้ามี 7-Eleven มาเปิดแถวนี้เราจะตายไหม?)
- ตลาด (ถ้าคนเลิกเห่อ iPhone เราจะเป็นไรไหม?)
- สินค้า & ลูกค้า (เราทำอะไรขายใคร เป็นของที่ลูกค้าอยากเลิกใช้ก็เลิกไปเลย ทิ้งเราเป็นหมาหัวเน่าได้เลยไหม?)
- เรามีเงินเก็บเท่าไหร่ ใช้เงินยังไง (ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีปีนึง เราจะพอมีชีวิตรอดถึงปีถึดไปไหม)
- เรามีหนี้อยู่แล้วเท่าไหร่ (จ่ายดอกเบี้ยให้เค้าไหวหรือเปล่า)
- ผลงานที่ผ่านๆมาเป็นยังไงบ้าง (ขาดทุนทุกปี? ยังงี้เอาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนเค้าล่ะ)
- ได้เงินมาจากไหน (ส่งออก? ค่าเงินบาทแข็งเราจะไหวไหม มีแผนอะไรรับมือไว้หรือเปล่า)
- บริหารยังไง (เป็นกระเฌอก้นรั่ว มีกำไรแต่เงินไม่พอใช้ตลอดหรือเปล่า)
- ฯลฯ
มาถึง "การเติบโต" บ้าง ในขณะที่ธนาคารดูว่า "เราเป็นยังไง" VC จะดูว่า "เราเป็นอะไรได้บ้าง" VC จะดูเราเหมือนแมวมองหาดารา ดูว่าเรามีศักยภาพจะโต จะดังได้ขนาดไหน โดยที่อาจจะดูจาก
- สิ่งที่ทำมา (มีลูกค้าไหม กำไรบ้างหรือยัง ถ้าไม่มีมีคนใช้สินค้าเรากี่คน)
- ตัวผู้ก่อตั้ง (เราเป็นคนยังไง มีความสามารถจะทำให้บริษัทนี้ดังได้หรือเปล่า คุยกันเข้าขาไหม ยังไง VC ก็เหมือนหุ้นส่วน ต้องอยู่ด้วยกันอีกพักใหญ่ๆ)
- สินค้า & ตลาด (สินค้าน่าสนใจไหม มีตลาดรองรับไหม มี potential ดีไหม)
- การบริหาร (ถ้าเอาเงินเค้าไปปาร์ตี้หมด ไม่ลงทุนทำให้ตัวเองดัง เค้าก็ไม่เอานะ)
- ไอเดียและวิสัยทัศน์ (นอกจากความสามารถในการบริหารแล้ว ก็มีสองอย่างนี้แหละที่สำคัญกับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ)
- และอื่นๆ
การลงทุนของ VC มีความเสี่ยงกว่าธนาคารมาก (แน่นอนว่่าผลตอบแทนก็เยอะกว่า) สิ่งที่เค้ามองจึงไม่ตายตัวเหมือนธนาคาร จะว่าง่ายหรือยากกว่าก็แล้วแต่มอง แต่ที่แน่ๆคือ VC ให้โอกาสเราโตมากกว่า เราเริ่มจากมีแค่ไอเดียและอะไรเล็กๆน้อยๆก็ได้ สิ่งสำคัญคือ ทำให้เค้าเห็นในความเป็นไปได้ที่เราเห็น ทำให้เค้าเชื่อว่าเราทำมันให้เป็นจริงได้ (แต่อย่าลืมทำให้ได้อย่างนั้นด้วยล่ะ)
No comments:
Post a Comment